วิชา “การผลิตรายการวีดิทัศน์เบื้องต้น”  บทที่ 4 [3/5]

วิชา “การผลิตรายการวีดิทัศน์เบื้องต้น” บทที่ 4 [3/5]

ในกรณีที่เราใช้ไฟ ที่เกิดจากแหล่งกำเนิดแสงเช่น หลอดไฟ ซึ่งเป็นไฟสตูดิโอ หรือไฟถ่ายภาพต่อเนื่อง เราจะมีวิธีการในการจัดแสงอย่างไรบ้าง เราต้องพิจารณาก่อนว่า ตำแหน่งต่างๆที่เราจะวางไฟมีกี่ตำแหน่ง โดยทั่วไปเราจะมีไฟในตำแหน่งต่างๆ ประมาณสามถึงสี่จุด ตำแหน่งแรกก็คือ ไฟหลักหรือ Main Light อันนี้จะเป็นไฟที่มีความสว่างสูงสุด ทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงหลัก ที่จะส่องเข้ามาในฉาก ส่องมาที่ตัวแบบ หรือว่าตัวนักแสดงที่อยู่ในฉาก
เนื่องจากว่าไฟหลักเรานิยมวางไว้ ด้านข้างวางไว้ด้านข้างเฉียงเข้ามา
ถ้าวางด้านตรงอาจจะทำให้ มิติแสงบริเวณใบหน้าน้อย ภาพดูไม่มีมิติ หน้าแบนเกินไป เราเอาไฟหลักไว้ด้านข้าง อีกด้านหนึ่งแสงมันอาจจะมีน้อย
เนื่องจากไฟหลักส่องเข้าด้านข้าง เราจะเอาไฟอีกตัวนึงไปวางไว้ เราเรียกว่าเป็น Fill in Light หรือไฟเสริม หน้าที่ของไฟดวงนี้ก็จะช่วย เปิดเงามืดบริเวณใบหน้าอีกฝั่งนึง
แต่ว่าเวลาการปรับแสง อาจจะปรับค่าของไฟ Fill in Light หรือไฟเสริมให้มันสว่างน้อยกว่าตัวไฟหลัก ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่ต่าง กับการเอาไฟหลักมาอยู่ด้านหน้านั่นเอง เพราะว่าแสงสองฝั่งจะเท่ากัน ต้องมีด้านหนึ่งสว่างมาก อีกด้านหนึ่งสว่างน้อยลงมานิดนึง เพื่อให้มันมีมิติของใบหน้าเกิดขึ้น อีกตำแหน่งนึงคือ ไฟส่องฉาก ในกรณีที่เราต้องการจะใช้บรรยากาศ ของฉากหรือสถานที่นั้นๆ เพื่อนำเสนอเรื่องราว เราต้องมีไฟอีกดวงหนึ่งที่ทำหน้าที่ ในการที่จะส่องเข้าไปบริเวณฉาก เพื่อเห็นรายละเอียดต่างๆที่เกี่ยวข้อง
แต่ในกรณีที่เรา ไม่ต้องการรายละเอียดของฉากหลัง เราก็อาจจะใช้ไฟแค่สองดวงคือ ไฟ Main Light ไฟหลักกับไฟเสริม ในการที่จะส่องมาที่ตัวแบบ หรือว่าพิธีกรหรือนักแสดงของเรื่องราวได้ โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงรายละเอียดข้างหลัง
นอกจากนี้นะครับ
เรายังสามารถที่จะใช้ไฟอีกดวงนึง เพื่อมาเสริมความสวยงามให้กับตัวแบบได้ นั่นก็คือไฟ Back Light หรือว่าไฟ Hair Light โดยวางไว้ในตำแหน่งด้านหลัง ที่เยื้องออกไปทางด้านข้างสักนิดหนึ่ง ให้มันส่องย้อนกลับมา ที่ตัวแบบหรือตัวพิธีกร ไฟดวงนี้จะสร้างแสงบริเวณริมร่างกาย เรียกว่าเป็น Rim Light หรือแสงที่ส่องมาด้านหลังศีรษะ บริเวณเส้นผมเรียกว่า Hair Light ซึ่งแสงสองอย่างนี้จะเพิ่มความสวยงาม ให้กับตัวแบบที่เป็นบุคคล เป็นพิธีกรได้ ในการจัดไฟที่มีสามดวง หรือสี่ดวงอย่างที่กล่าวไปแล้ว ก็เป็นการจัดไฟแบบมาตรฐาน ปกติทั่วไป สำหรับการถ่ายงานรายการวีดิทัศน์ทั่วๆไป
แต่บางกรณี เราต้องการสภาพแสงที่มันต่างออกไป บรรยากาศที่ต่างออกไป เช่น สมมติเราเอาเป็นรายการแนวลึกลับ หรือว่าเป็นละครแนวลึกลับน่ากลัว เราอาจจะต้องมีการเปลี่ยนตำแหน่งไฟ ให้มันต่างออกไปอีก หรือเกี่ยวข้องกับเรื่องของขนาด ความสูง ความต่ำของไฟก็มีผลเช่นเดียวกัน ความสูงของไฟก็จะทำให้ เห็นบริเวณใบหน้าได้สวยงาม

แต่…

ถ้าเราตั้งไฟต่ำ มันจะทำให้ภาพของตัวแบบ หรือตัวพิธีกรดูน่ากลัวขึ้นอะไรก็แล้ว
แต่ ซึ่งพวกนี้เป็นเรื่องของการประยุกต์ หลักการจัดไฟเพื่อที่จะถ่ายทอดอารมณ์ หรือว่าบรรยากาศ ของเรื่องราวในงานของเรา ให้มันตรงกับที่เราต้องการได้ โคมไฟที่ใช้ในการให้กำเนิดแสงสว่าง ที่จะส่องเข้ามาในงานถ่ายทำวีดิโอ อาจจะมีหลายแบบ ในลักษณะที่เป็นไฟต่อเนื่อง อาจจะเป็นลักษณะของหลอดแบบ ที่ให้แสงสว่างแบบไฟ Fluorescent หรือว่า Tungsten แล้วก็หลอดที่เป็นลักษณะแบบไฟเล็กๆ ที่เรียกว่าเป็นแบบ LED โดยที่ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม เวลาเลือกใช้งานก็ต้องพิจารณา ในเรื่องของความสว่าง หรือค่าแสงที่จะใช้กับงานของเรา
ถ้าไฟที่มีขนาดที่ใหญ่ให้แสงสว่างสูง ขนาดของไฟก็จะใหญ่ไปด้วย จำเป็นจะต้องมีขาตั้ง ในการที่จะวางไฟต่อลงไป แล้วก็มักจะนิยมใช้กับพื้นที่ที่มีขนาดกว้าง เช่น สตูดิโอหรือว่าลานกว้างๆ หรือว่าต้องใช้กับช่วงที่ต้องถ่ายกลางคืน ก็อาจจะต้องใช้ไฟที่มีกำลังแสงสูงหน่อย
แต่ในขณะเดียวกัน
ถ้าเป็นงานถ่ายวีดิโองานเล็กๆ ต้องการที่จะเพิ่มแสงสว่าง ให้กับตัวพิธีกรหรือตัวแบบเล็กน้อย จะใช้ไฟขนาดเล็กลงมา เช่นพวกไฟ LED ขนาดเล็ก ซึ่งในปัจจุบันนี้นิยมใช้กันเป็นอย่างมาก โดยที่ไฟประเภทนี้ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ไม่จำเป็นต้องต่อกับสายไฟฟ้าก็ใช้งานได้ แล้วก็สามารถเอามาเสียบที่หัวกล้อง ถ่ายไปพร้อมกับใช้ไฟส่องสว่าง จากตัวกล้องได้เลย หรือว่าใช้การถือ ให้เพื่อนอีกคนนึงถือเพื่อส่องสว่าง ไปยังตัวแบบอย่างนี้ก็ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่นิยมใช้ในปัจจุบัน
เพราะฉะนั้นการที่จะเลือกใช้ไฟประเภทใด ก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็น และความเหมาะสมของการถ่ายทำ ในเรื่องนั้นๆหรือว่าเงื่อนไขต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป