วิชา “คอมพิวเตอร์เพื่อการพูดและการนำเสนอ”  บทที่ 1 [2/3]

วิชา “คอมพิวเตอร์เพื่อการพูดและการนำเสนอ” บทที่ 1 [2/3]

สำหรับลักษณะของผู้นำเสนอที่ดีและไม่ดี เดี๋ยวเราจะมาเรียนรู้กันทีละข้อ ข้อแรก ผู้นำเสนอที่ดีจะต้องมีความรู้อย่างถ่องแท้ การมีความรู้อย่างถ่องแท้หมายความว่า ก่อนที่เราจะขึ้นไปพูดอะไรก็ตาม เราจะต้องศึกษาและทำการบ้าน ทำข้อมูลมาอย่างดี
เนื่องจากว่าในทุกๆการนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเฉพาะกลุ่มหรือว่าสาธารณะ มีโอกาสที่ผู้นำเสนอ จะต้องตอบคำถามของผู้ซักถาม
ดังนั้น
ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้ทำการบ้านมา หรือไม่ได้เตรียมตัวมา มีโอกาสที่เราจะไม่สามารถตอบคำถามได้ เมื่อตอบคำถามไม่ได้ การยอมรับหรือการคล้ายตามก็จะลดลงตามไปด้วย ในข้อที่สอง ผู้นำเสนอจะต้องมีบุคลิกลักษณะที่ดี
แต่งกายสุภาพ มีภาพลักษณ์ที่ดี ที่น่าจดจำ
เนื่องจากว่า การสร้าง first impression หรือว่าความประทับใจแรกต่อผู้ชม มีผลสำคัญอย่างมากที่จะโน้มน้าวจิตใจของเขา
ถ้าเกิดว่าเรา
แต่งกายออกมาไม่ดี บางคน
แต่งตัวขึ้นมาเซอร์ๆ ผมเผ้ารุงรัง ดูซกมกๆหน่อย อะไรแบบนี้ มันก็อาจจะทำให้เขาเกิดอคติที่ไม่ดีได้ เวลาคนเราเกิดอคติขึ้นมาแล้วเนี่ย ก็จะทำให้เริ่มจะไม่ฟังแล้ว
ดังนั้นก่อนการนำเสนอทุกอย่าง เราจะต้องเช็คตัวเองว่า เรามีการ
แต่งตัวที่ดีไหม บุคลิกภาพของเราตอนนี้เป็นยังไง แล้วก็ที่สำคัญก็คือการ
แต่งกาย มันตรงคอนเซ็ปต์ กับสิ่งที่เราจะนำเสนอไหมครับ
ในข้อที่สาม การนำเสนอที่ดี ผู้พูดจะต้องมีความมั่นใจในตนเอง ความมั่นใจในตนเองเกิดจาก การที่เราศึกษาข้อมูลมาอย่างดีแล้ว พูดจาชัดถ้อยชัดคำ ฉะฉาน จะช่วยให้ผู้ฟังเกิดความมั่นใจ ในสิ่งที่เราพูดมากยิ่งขึ้น ในข้อที่สี่ ผู้พูดที่ดีหรือผู้นำเสนอที่ดี ต้องมีจิตวิทยาในการโน้มน้าวจิตใจด้วย จิตวิทยาที่ดีหมายถึงว่า เราจะต้องมีการใช้เทคนิคการพูด หรือเทคนิคการนำเสนอหรือภาษากายบางอย่าง ที่จะช่วยจูงใจให้ผู้ฟังอยู่กับเราตลอดเวลา เช่น ไม่พูดไปเรื่อยๆ พูดจนผู้ฟังเริ่มง่วง หลับ เราก็จะต้องหามุข หากิจกรรม หาเทคนิคบางอย่างมาเร้าความสนใจ ให้เขากลับมาฟังเราใหม่ โดยปกติแล้วผู้ฟังจะเบื่อ ประมาณซักพูดไปประมาณสัก 5 นาที ก็จะเริ่มเบื่อแล้ว เราก็จะต้องหาอะไรมากระตุ้นเขาเรื่อยๆ อย่างเช่น แทรกมุขตลก หรือว่าพูดในสิ่งที่เขา อยู่ในความสนใจ ณ ขณะนั้น ก็จะช่วยให้เราสามารถดึงดูด ความสนใจของเขาได้ดีขึ้นครับ
ในข้อที่ห้า ผู้พูดที่ดีจะต้องมีความสามารถ ในการใช้โสตทัศนูปกรณ์ด้วย หมายความว่าระหว่างการพูด
ถ้าเกิดว่าการใช้สื่อเกิดความติดขัดขึ้นมา มันจะเกิดการไม่น่าเชื่อถือขึ้น
ดังนั้น
ถ้าเกิดว่าเราจะสร้างความประทับใจแรก ให้คงอยู่อย่างดีที่สุด ก็หมายความว่า เราจะต้องมาซ้อมก่อน ว่าหน้างานมีสื่ออะไรบ้าง เราจะต้องหัดใช้ อย่างเช่น
ถ้าเกิดมีไวเลส พรีเซ็นเตอร์ เราก็ต้องไปหัดใช้ก่อน ไม่ใช่กดผิดๆถูกๆ มันจะทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง
ดังนั้นผู้นำเสนอจำเป็นจะต้องเรียนรู้ด้วยว่า โสตทัศนูปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับ การนำเสนอมีอะไรบ้าง มันจะช่วยให้การนำเสนอดีขึ้น เรามาถึงข้อที่หกกันแล้ว ข้อที่หก การเป็นผู้นำเสนอที่ดี จะต้องมีความช่างสังเกต หมายความว่า
ถ้าเกิดว่า เราพูดอยู่สักพักหนึ่งแล้ว เราจะต้องคอยสังเกตอยู่ตลอดเวลาว่า ผู้ฟังให้ความสนใจเราอยู่หรือไม่ หรือว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นในห้อง ที่เราพูดนำเสนอหรือเปล่า
ถ้าเกิดเรามีทักษะการสังเกตที่ดี มันจะช่วยให้เราใช้สถานการณ์นั้น อย่างเป็นประโยชน์ เราอาจจะหยิบเอาสถานการณ์บางอย่าง เข้ามาดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้ เพราะว่ามันเป็นเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ณ เดี๋ยวนั้น
เพราะฉะนั้นทักษะช่างสังเกต เป็นคุณสมบัติหนึ่งของผู้นำเสนอที่ดี ในข้อที่เจ็ด ผู้นำเสนอที่ดีจะต้องมีทักษะทางภาษาที่ดีด้วย นั่นหมายความว่าเราจะต้อง เข้าใจว่าคำศัพท์
แต่ละคำ ที่เราจะพูดออกไปตามสคริปต์ หรือว่าสิ่งที่เราเตรียมไว้ สะกดว่าอย่างไร ออกเสียงว่าอย่างไร เพื่อที่จะให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือ และเกิดความศรัทธา ในภาพลักษณ์ของเรามากที่สุด ในข้อที่แปด การนำเสนอที่ดีหรือผู้นำเสนอที่ดี จะต้องมีการใช้เสียง น้ำเสียงและจังหวะของการพูดที่ดีด้วย ไม่พูดช้าจนง่วงเป็นลิงหลับ หรือว่าไม่พูดเร็วเป็นต่อยหอยจนเกินไป มันจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกรำคาญ หรือรู้สึกเบื่อได้
ดังนั้นการพูดที่มีจังหวะจะโคนเน้นน้ำเสียง จะช่วยทำให้ผู้ฟังนอกจากจะสนใจเราแล้ว ยังสามารถจำคำสำคัญเวลาเราเน้นได้ด้วย เรามาถึงข้อเก้ากันแล้ว ข้อที่เก้าผู้นำเสนอที่ดี จะต้องมีทักษะในการใช้สายตา การใช้สายตาในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า คอยสอดส่องอย่างเดียว นั่นหมายความว่าเวลาเราพูด เราจะต้องสบตากับผู้ฟังด้วย การกวาดสายตาไปคอยสบตากับผู้ฟัง เราเรียกว่าการสร้าง eye contact ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ
ดังนั้นการที่เราจะสื่อสารไปถึงใจของผู้ฟัง นั่นหมายความว่าเราต้องคอยสบตาเขาด้วย ข้อที่สิบผู้นำเสนอที่ดี จะต้องใช้กริยาท่าทางในการนำเสนอ
เนื่องจากว่ากริยาท่าทาง เปรียบเสมือนภาษาที่สองของร่างกายของเรา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฟังสามารถ เข้าใจในสิ่งที่เราพูด อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ประกอบกับกริยาท่าทางที่เราแสดงออกไป ต่อไปนี้
เราจะมาดูเกี่ยวกับ การนำเสนอที่ไม่ดีบ้าง ในข้อแรก การนำเสนอที่ไม่ดี หมายความว่าการที่เราออกไปพูด แล้วก็มัว
แต่อ่านสคริปต์ที่เราเตรียมไว้ หรือว่ามัว
แต่หันไปอ่านสื่อที่เราเตรียมไว้ อย่างเช่น อ่านเป็นท่องอาขยาน เสียงฟังก็น่าเบื่อหรือ การที่เรามัว
แต่อ่านสคริปต์ จะทำให้เราพลาดการสบตากับผู้ฟังไป มันจะทำให้ความน่าสนใจของการนำเสนอลดลง และก็ผู้ฟังก็จะเริ่มไม่สนใจแล้ว เพราะว่ามันไม่มี eye contact ในข้อที่สอง ผู้นำเสนอที่ไม่ดีบางประเภท มักจะเป็นประเภทที่ชอบไว้ใจทาง วางใจคอม หมายความว่ามัว
แต่พึ่งพากับคอมมากเกินไป ออกไป Persent ปุ๊บ เดี๋ยวเชิญรับชมวีดิโอและก็ให้ดูวีดิโอไปเลย ห้านาที สิบนาที ซึ่งจริงๆแล้วเป็นการนำเสนอที่ไม่ดี การนำเสนอที่เน้นบุคคลเป็นหลัก ยังไงก็ตาม
แต่คนพูดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ดังนั้นการที่ใช้สื่อมากเกินไป ประกอบการพูดที่บุคคลเป็นหลัก ก็ถือว่าเป็นการนำเสนอที่ไม่ดีเหมือนกัน ในข้อที่สามผู้นำเสนอที่ไม่ดี บางคนก็อาจจะนำเสนอ พูดเก่ง
แต่ว่าพูดไม่เข้าประเด็นเลย พูดนอกเรื่องไปไกล ไปโพ้นทะเล หมายความว่าเรากำลังพูดอยู่ในหัวข้อที่หนึ่ง แล้วก็นอกเรื่องไปสักสิบนาที กลับมาที่หัวข้อที่สอง นอกเรื่องไปอีกสักห้านาที ปรากฏว่าโดยเฉลี่ยแล้ว เวลาที่นอกเรื่องมากกว่าเวลาที่อยู่ในหัวข้อ
ดังนั้นการนำเสนออย่างนี้ เป็นรูปแบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ และในข้อสุดท้ายซึ่งเป็นข้อที่สี่ ของผู้นำเสนอที่ไม่ดี ก็คือความเยอะ ความเยอะนั่นหมายความว่า เวลานำเสนอไป อ้าวน้องคนนั้นทำไมขยับอย่างนู้น อ้าวน้องคนนี้ทำไมฟุบอย่างนี้ พี่คนนั้นทำไมเป็นอย่างนี้ อันนี้ก็คือทักผู้ชมมากเกินไป ซึ่งเป็นผู้นำเสนอที่มีความเยอะมากเกินไป บางครั้งอาจจะต้องสร้างบรรยากาศ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าผู้ฟัง Relax ตัวเราเองก็ Relax อะไรก็ตามที่มันเยอะเกินไป มันจะทำให้การนำเสนอนั้นไม่เป็นธรรมชาติ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเยอะไม่ได้หมายความว่า จู้จี้จุกจิกขี้บ่นอย่างเดียว
แต่หมายความว่าเวลาเราออกมาปุ๊บ พร็อพนู่น พร็อพนั่น พร็อพนี่ เอาอะไรนู่นนั่นนี่มาใส่ยำเต็มไปหมดเลย สรุปแล้วไม่รู้ว่าจะสื่อสารอะไร
เพราะฉะนั้นการนำเสนอที่ดี มันจะต้องมีความพอดีในตัวเอง การที่เป็นผู้นำเสนอ ที่เอาอะไรไม่รู้เยอะเกินไป ก็ถือว่าเป็นผู้นำเสนอที่ไม่ดีเหมือนกัน