วิชา “คอมพิวเตอร์เพื่อการพูดและการนำเสนอ”  บทที่ 2 [1/3]

วิชา “คอมพิวเตอร์เพื่อการพูดและการนำเสนอ” บทที่ 2 [1/3]

จริงๆแล้วหลักการออกแบบข้อความจะมีหลักการที่ให้สังเกตอยู่ทั้งหมด 8 หลักการ ข้อที่ 1 ข้อความที่ดีจะต้องมีฟ้อนต์ที่อ่านง่าย ฟอนต์ที่อ่านง่ายนั้นหมายความว่าเวลาเราเลือกใช้ฟอนต์ ควรจะใช้ฟอนต์ในลักษณะที่มีหัว
ถ้าเป็นภาษาไทย
ถ้าเป็นตัวภาษาอังกฤษ ก็จะต้องมีลักษณะตรง มีความคมชัด สามารถแยกอักขระได้อย่างชัดเจน ที่งี้มีข้อสังเกตนิดนึงว่าเวลาเราใช้ฟอนต์เนี่ย ให้ใช้ฟอนต์มาตรฐานที่ติดมากับเครื่องอย่าใช้ฟอนต์พิเศษมากนัก
ถ้าเกิดว่าเราใช้ฟอนต์พิเศษ ต้องอย่าลืมว่าเราจะต้องฝังฟอนต์นั้น ไปกับสื่อ Presentation ของเราด้วย หรือตรวจสอบว่าเครื่องปลายทางที่เราจะนำไปใช้มีฟอนต์ดังกล่าวอยู่ ในข้อที่ 2 ลักษณะของตัวอักษรหรือข้อความ ที่ใช้อยู่บน Powerpoint หรือว่าสื่อนำเสนอเนี่ย จะต้องมีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไปหรือไม่เล็กจนเกินไป จะต้องมีขนาดที่พอดีกับหน้าจอ เวลาเราสังเกตว่า ตัวอักษรตัวนี้ใหญ่จนเกินไปไหม หรือว่าเล็กจนเกินไปไหมเนี่ย ให้ดูพื้นที่ White space ของตัวสื่อว่ามันมีช่องไฟเหลือไหม หรือว่ามีพื้นที่ในหน้าจอยังไง ซึ่งพื้นที่ White space หรือการจัดเรียงต่างๆ เดี๋ยวจะมีการอธิบายในบทต่อๆไป ในข้อที่ 2 ในการทำสื่อในการนำเสนอทุกครั้งเราจะต้องเช็คว่าตัวอักษร ที่เราใช้มันมีขนาดใหญ่จนล้นจอเกินไปไหม หรือว่ามีขนาดเล็กจนมองไม่เห็นไหม การทำสื่อนำเสนอทุกครั้งจะต้องใช้ขนาดตัวอักษรที่มันพอเหมาะ และข้อสังเกตก็คือเวลาเราใช้ตัวอักษรหรือประโยคข้อความ ที่อยู่บน Powerpoint หรือว่าสื่อนำเสนอต่างๆ เราไม่ควรใช้ตัวอักษรตัวใหญ่ทั้งหมด ในบางกรณีที่เป็นภาษาอังกฤษ ควรจะขึ้นต้นตัวใหญ่แค่ต้นประโยค
เนื่องจากว่าเวลาเราขึ้นต้นตัวอักษรตัวใหญ่ทั้งหมด มันจะทำให้สื่อของเราอ่านยากแล้วก็ดูอ่านแล้วลำบากตา ไม่สบายตา ในข้อที่ 3 ในการเลือกใช้ข้อความประกอบสื่อการนำเสนอ ไม่ควรจะใช้ข้อความอย่างเดียวเต็มหน้าจอการนำเสนอ ควรจะแบ่งข้อความออกเป็นเนื้อหาย่อย แล้วก็ใช้ภาพประกอบ หลักการสังเกตง่ายๆก็คือว่า เวลาเราเลือกใช้ข้อความ ในการเอาเข้าไปในสื่อนำเสนอ เราจะใช้สัดส่วนอยู่ที่ ประมาณ 50-40 % ที่เป็นข้อความ นอกนั้นอาจจะเป็นภาพประกอบหรือพื้นที่ว่าง เพื่อทำให้รู้สึกว่าหน้าจอการนำเสนอนั้นไม่แน่นจนเกินไป ในข้อที่ 4 นอกจากที่เราจะใช้ข้อความเพียงแค่ 50-40 % ของหน้าจอแล้ว ในระหว่าง paragraph เราจะต้องไม่ใช้ตัวอักษรเบียดกันจนเกินไป หรือว่าการเว้นบรรทัดก็จะต้องไม่ติดกันมากจนเกินไป ซึ่งมันจะทำให้ผู้อ่าน อ่านยาก หรือบางทีก็อ่านสะดุดได้
ดังนั้นให้เราเว้นระยะช่องไฟอย่างพอเหมาะ แล้วก็เว้นระยะบรรทัดอย่างพอเหมาะ จะทำให้สื่อการนำเสนอของเราสามารถอ่านได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ในข้อที่ 5 สื่อการนำเสนอของเราจริงๆแล้วเราจะต้องเลือก ลักษณะของตัวอักษรหรือรูปแบบของฟอนต์ให้เหมาะสมกับสื่อการนำเสนอด้วย อย่างเช่น
ถ้าเกิดว่าเรากำลังนำเสนอให้กับเด็กๆ ฟอนต์ที่เราควรจะเลือกใช้ ก็ควรจะเลือกใช้ในลักษณะที่เป็นฟอนต์มาตรฐาน มีหัวปกติ
เนื่องจากว่ามันจะมีผลกับการเรียนรู้ของเขาด้วย แล้วใน
นอกจากนี้ลักษณะของการใช้ฟอนต์ 1 หน้า ไม่ควรจะใช้ฟอนต์เกิน 2
ถ้าเกิดเป็นลักษณะของ Presentation

แต่…

ถ้าเกิดเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ เราอนุโลมให้ใช้ฟอนต์แตกต่างกันได้ 3 เลข 2 กับเลข 3 นี่เกิดมาได้ยังไง เลข 2 เกิดมาจากในหนึ่ง Presentation เราจะมีหัวข้อกับเนื้อหาใช่ไหม
ดังนั้นเราอนุโลมให้ใช้หัวข้อ 1 ฟอนต์ แล้วก็เนื้อหา 1 ฟอนต์
แต่ในกรณีที่เราทำเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ เราจะมีหัวข้อใหญ่ 1 ฟ้อนต์ หัวข้อย่อย 1 ฟอนต์ แล้วก็เนื้อหาอีก 1 ฟอนต์ ในข้อที่ 6 เวลาเราจะทำเนื้อหาอะไรก็ตามเนี่ย เราจะต้องมีการแบ่งหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อย หัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อยจะต้องมีการเน้นสี หรือว่าทำสัญลักษณ์อะไรก็ตาม ที่ให้รู้ว่า ณ ตอนนี้ เรากำลังขึ้นเนื้อหา เปลี่ยนเนื้อหาแล้วนะ อย่างเช่น หัวข้อใหญ่เราอาจจะใส่สีลงไป ทำตัวหนา ทำตัวเอียงหรือว่าขีดเส้นใต้ก็ได้ ทีนี้
ถ้าเกิดในกรณีที่ในประโยคมีเนื้อหาสำคัญต้องการจะเน้น ก็จะต้องทำการขีดเส้นใต้คำ หรือว่าไฮไลท์คำ หรือเปลี่ยนสีคำเพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่าเนื้อหาตรงนี้มีความสำคัญ ในข้อที่ 7 การเตรียมข้อความ ควรคำนึงถึงการจัดเรียงตัวอักษรด้วย
เนื่องจากว่าการจัดเรียงตัวอักษร
แต่ละแบบก็จะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน อย่างเช่น การจัดข้อความแบบชิดซ้าย มันก็จะมีข้อดี คือ ผู้อ่านสามารถอ่านได้ง่าย หมายความว่าเวลาขึ้นบรรทัดใหม่ เขาจะไล่สายตาไปทางซ้าย เป็นจุดเริ่มต้นของประโยคแล้วก็อ่านไปเรื่อยๆ จะทำให้การอ่านไม่สะดุด
ถ้าหากว่าเราจัดชิดขวา การจัดชิดขวาให้รูปแบบการจัดตัวอักษร ที่น่าสนใจ น่าค้นหา รู้สึกแปลกใหม่
แต่ว่าเวลามาอ่านจริงแล้ว ก็อาจเกิดการอ่านสะดุดได้ เพราะว่ามันไม่ใช่จุดเริ่มต้นของประโยค ส่วนในการจัดกึ่งกลาง การจัดกึ่งกลางเหมาะที่จะใช้กับคำประกาศหรือประโยคสั้นๆ
เนื่องจากว่ามันทำให้เกิดความน่าสนใจของหน้าจอมากที่สุด แล้วก็รูปแบบการจัดแบบสุดท้าย ก็คือการจัดทั้งชิดซ้ายและชิดขวา ที่เราเรียกว่า Justify การจัดแบบ Justify ทำให้ภาพรวมของเนื้อหา หรือว่า Layout ดูมีความเป็นระเบียบมากขึ้น
แต่ว่าการเลือกใช้การจัดแบบนี้จะต้องระวังอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือมักจะเกิดคำที่มีช่องไฟไม่เท่ากันเกิดขึ้นใน
แต่ละบรรทัด ซึ่งจะทำให้เนื้อหาบางทีเกิดการอ่านแล้วสะดุด ทีนี้หลักเกณฑ์ในการเลือกใช้การจัดหน้าอย่างไร เราจะต้องดูวัตถุประสงค์ก่อนว่าสิ่งที่เรากำลังทำต่อไปนี้
ผู้อ่านจะต้องทำอะไรกับมัน อย่างเช่น
ถ้าเกิดว่าเป็นหนังสือ หนังสือเนี่ย เรามักจะจัดด้วยชิดซ้าย
ถ้าเกิดว่าเป็นสื่อแปลกๆ ป้าย ใบปลิวโฆษณาหรืออะไรแบบนี้ เราอาจจะเลือกจัดกึ่งกลาง หรือว่าการจัดแบบชิดขวาได้

แต่…

ถ้าเกิดว่าเป็น Layout ของคอลัมน์หนึ่ง นิตยสารหรืออะไรก็ตามที่ต้องการภาพรวมของ Layout ที่ดูเป็นระเบียบ เราก็จะใช้แบบจัดแบบ Justify หรือชิดซ้ายและชิดขวา ข้อที่ 8 ข้อสุดท้ายซึ่งก็เป็นเรื่องที่สำคัญเหมือนกัน ก็คือการใช้สีและพื้นหลังในการทำสื่อในการนำเสนอ สีของข้อความและสีของพื้นหลังไม่ควรจะมีความใกล้เคียงกันมากจนเกินไป
ถ้าเกิดว่าเราใช้สีพื้นหลังเป็นสีเข้ม สีของข้อความก็ควรจะเป็นสีอ่อน หรือ
ถ้าเกิดว่าเราใช้สีของพื้นหลังเป็นสีอ่อน สีของข้อความก็ควรจะเป็นสีเข้ม การที่ใช้สีของพื้นหลังที่มีความตรงกันข้ามกัน เพื่อที่จะให้เกิดความคมชัดของตัวหนังสือ หรือเราเรียกภาษาทางเทคนิคว่าการเกิด contrast ที่นี้
ถ้าเกิดว่าในกรณีที่ว่าเราจะต้องเลือกสีที่มันใกล้เคียงกันโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจจะเป็นเรื่องของคอนเซปการออกแบบโทนสีหรืออะไรก็ตาม เราสามารถใช้เทคนิคการ Stroke ขอบของข้อความ หรือการเน้นให้ข้อความ มีขอบของตัวอักษรขึ้นมา เพื่อที่ให้เกิดความแตกต่างระหว่างตัวข้อความและพื้นหลังได้ ทีนี้ข้อควรระวังของการทำสื่อนำเสนอ ก็คือการเลือกใช้สีที่แสบตามากเกินไปหรือสีที่จัดจ้านมากเกินไป
เนื่องจากว่าจะทำให้ผู้อ่านหรือผู้รับชมสื่อการนำเสนอของเรา เกิดการล้าสายตาแล้วก็อาจจะอ่านไม่ชัดได้
และสุดท้ายในการทำสื่อนำเสนอ 1 หน้า เราไม่ควรใช้สีเกิน 3 สี สีเกิน 3 สีหมายความว่ายังไงหมายความว่าเราใช้สีพื้นหลังสีหนึ่งแล้ว สีข้อความอีกสีหนึ่ง อีกสีหนึ่งเราเหลือไว้ให้ใช้สำหรับสีหัวข้อ หลักการที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มันจะช่วยทำให้เราใช้ข้อความ ในสื่อนำเสนอได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น