วิชา “คอมพิวเตอร์เพื่อการพูดและการนำเสนอ”  บทที่ 2 [2/3]

วิชา “คอมพิวเตอร์เพื่อการพูดและการนำเสนอ” บทที่ 2 [2/3]

หลังจากที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ข้อความกันแล้ว ต่อไปเราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับหลักของการใช้ภาพนิ่งและกราฟิก ในข้อที่ 1 ในการเลือกใช้ภาพมาประกอบสื่อการนำเสนอ เราควรจะเลือกภาพที่มันสามารถสื่อความหมาย เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราจะพูด เวลาเราทำสื่อนำเสนอขึ้นมาหนึ่งอย่าง เวลาเราจะหยิบภาพอะไรเข้ามาใส่ก็ตาม มันจะควรเกี่ยวข้องกับหัวข้อที่เราต้องการจะพูด ไม่ควรจะใส่ภาพที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาเพื่อประกอบให้มันเกิดความสวยงามเฉยๆ ข้อที่ 2 เวลาเราจะใช้ภาพในสื่อนำเสนอ เราควรจะเลือกภาพที่มีการสื่อความหมายเพียงคอนเซปเดียว ไม่ควรจะใช้ภาพ ที่มีรายละเอียดมากเกินไป หรือรายละเอียดน้อยจนเกินไป เพราะว่ามันจะทำให้เราไม่สามารถสื่อความหมายได้ชัดเจนเท่าที่ควร ในข้อที่ 3 ภาพที่เลือกใช้นอกจากจะสื่อความหมายได้ดีแล้ว จริงๆแล้วมันจะต้องมีความน่าสนใจ มีความสวยงาม ชวนมองและก็ขนาดจะต้องพอดีกับจอภาพนำเสนอ ถึงจะทำให้การนำเสนอภาพนิ่งออกมาได้สมบูรณ์แบบมากที่สุด ข้อที่ 4 ในการทำสื่อนำเสนอบางครั้งเราอยากจะเอาภาพถ่าย มาทำเป็นพื้นหลังของสื่อนำเสนอ ซึ่งจริงๆแล้วการทำอย่างนี้ต้องระวัง
เนื่องจากว่าภาพที่นำมาทำเป็นพื้นหลังมักจะทำให้เกิดความสับสนในการอ่าน เพราะว่ามันจะทำให้ตัวอักษรและภาพที่เราใส่ในเนื้อหาจริงๆเกิดการจมได้ วิธีแก้ไขก็คือเวลาเราใส่ภาพพื้นหลังลงไปแล้ว เราจะต้องใส่สีหรือว่าทำให้เกิดการเจือจางของภาพพื้นหลังก่อน เพื่อที่ไม่ให้มันแย่งบทบาทของภาพหลัก ข้อที่ 5 มันจะมีบางกรณีที่เราอยากจะทำหัวข้อ เป็นลักษณะของแปลกๆหรืออาจจะใช้ฟอนต์แปลกๆ เราจะมีปัญหาว่าในเครื่องเราจะไปนำเสนอไม่มีฟอนต์
ดังนั้นเราอาจจะใช้เทคนิคคือเปลี่ยนฟอนต์ให้เป็นภาพ แล้วนำภาพนี้ไปใช้เป็นหัวข้อก็จะช่วยลดปัญหา ของการที่เครื่องที่ไปนำเสนอไม่มีฟอนต์ได้ ข้อที่ 6 นอกจากการใช้ภาพจะต้องคำนึงถึงความสวยงามแล้ว อย่างแรกเลยที่เราจะต้องคำนึงถึงก็คือภาพที่นำมาใช้ จะต้องไม่ถูกตก
แต่งจนเกินความเป็นจริง
เนื่องจากว่าบางอย่างที่เราจะต้องการสื่อสารไป
ถ้าเกิดว่าตก
แต่งเกินความเป็นจริงมันจะทำให้ผู้รับสารเข้าใจผิดได้
ดังนั้นการที่เราจะเอาภาพอะไรมาใช้ก็ตาม เราจะต้องเลือกภาพที่ตก
แต่งตามความจริงไม่เลือกภาพ ที่ตก
แต่งเกินจริงเพื่อป้องกันการสับสนของผู้ฟังหรือผู้อ่านได้ ในข้อที่ 7 การใช้ภาพนอกจากจะเลือกภาพที่สวยงามแล้ว การเลือกภาพเข้ามาใช้เราควรจะคำนึงด้วยว่า ผู้ฟังหรือผู้รับชมของเราเป็นใคร หลักเกณฑ์ในการเลือกภาพที่ดี เราควรจะเลือกภาพที่ตรงกับประสบการณ์ของผู้ฟังหรือผู้อ่านของเรา
เนื่องจากว่า
ถ้าเกิดว่าเราเลือกภาพที่ตรงกับประสบการณ์ของเขา มันจะทำให้เขาสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น
ถ้าหากเราเลือกภาพที่ไม่ตรงกับประสบการณ์ของเขา มันก็จะเกิดความยากและความซับซ้อนในการตีความของภาพอีก ข้อที่ 8 ในกรณีที่เนื้อหามีความยากและความซับซ้อนมาก การเอาภาพจริงเข้ามานำเสนอเลย อาจจะเป็นตัวเลือกที่ไม่เหมาะสม เราอาจจะใช้ภาพกราฟิกหรือว่าภาพที่ลดทอนรายละเอียดลงไปแล้ว เพื่อเน้นเนื้อหาในส่วนที่เราต้องการจะอธิบาย เพื่อให้ผู้เรียน มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น ภาพอวัยวะต่างๆในร่างกาย
ถ้าสมมุติว่าเราเอาภาพจริงมาใช้ บางทีอธิบายเรื่องหลอดเลือด ผู้รับชมไม่ได้เรียนแพทย์มาทั้งหมด เราก็อาจจะมองไม่เห็นว่า ต้องการจะเน้นหลอดเลือดอะไร
แต่ว่า
ถ้าเกิดว่าเราเอาภาพ ที่ลดทอนรายละเอียดมาแล้วหรือทำกราฟิกเสริมเข้าไปมัน จะสามารถช่วยเน้นเนื้อหาให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น
ดังนั้นการที่เราเลือกใช้ภาพแบบลดทอนรายละเอียด ในเนื้อหาที่ซับซ้อนมากๆมันจะทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจ เนื้อหาในสิ่งที่เราพูดได้มากยิ่งขึ้น ในข้อที่ 9
ถ้าในกรณีที่เรามีความจำเป็น จะต้องใช้ภาพกราฟิกหรือภาพลงสี ให้คำนึงถึงว่าในความเป็นจริง สีของวัตถุสิ่งนั้นเป็นสีอะไร เราควรจะเลือกใช้ภาพที่ลงสีตามความเป็นจริง เพื่อป้องกันผู้ฟังหรือว่าผู้รับชมสื่อการนำเสนอของเรา เกิดความสับสนกับความเป็นจริง ข้อที่ 10 ในกรณีที่เราจะต้องอธิบายเรื่องเกี่ยวกับสถิติ ตัวเลข หรือข้อมูลจำนวนมาก เราสามารถใช้แผนภาพ แผนภูมิหรือแผนผัง มาประกอบการบรรยายหรือทำสื่อการนำเสนอได้ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ตัวเลข ข้อมูลต่างๆ เปลี่ยนข้อมูลจากนามธรรมออกมาเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งผลกับความจำของผู้ฟังด้วย และในข้อที่ 11 หรือข้อสุดท้ายในการเลือกใช้ภาพต่างๆ เราจะต้องคำนึงด้วยว่าวัยของผู้ฟังของเราอยู่ในวัยไหน
ถ้าเกิดว่าเราใช้ภาพจริงหรือภาพถ่าย
ถึงแม้ว่ามันจะมีความสวยงาม

แต่…

ถ้าเราเอาไปพูดกับเด็กหรือเด็กประถม เด็กอนุบาลไรอย่างนี้ ก็อาจจะไม่เกิดความสนใจขึ้น ในกรณีนี้เราอาจจะเลือกใช้ภาพการ์ตูน เพื่อเร้าความสนใจของเด็กก่อนหรือ
ถ้าเกิดว่าเราเอาสื่อนำเสนอนี้ ไปเปิดให้ผู้ใหญ่มากๆ อย่างเช่น เป็นผู้ใหญ่ผู้อาวุโสแล้ว ที่อายุประมาณ 50-60 แล้วเราเอาภาพการ์ตูนเด็กๆไปใช้ ก็อาจจะเกิดความไม่เหมาะสม หรือว่าผู้ใหญ่อาจจะรู้สึกว่า มันไม่น่าสนใจหรือไร้สาระจนเกินไป
ดังนั้นเวลาเราจะทำสื่อหรือเลือกใช้ภาพ ให้เราคำนึงก่อนว่าผู้ฟังของเรามีช่วงอายุอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ หลังจากที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ข้อความและก็ภาพไปแล้ว จะสังเกตว่ามันจะมีเนื้อหาอยู่บางอย่างที่เราไม่สามารถใช้แค่ภาพนิ่งอย่างเดียว ที่จะอธิบายเนื้อหาได้เข้าใจ อย่างเช่น การเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ หรือการแสดงกระบวนการต่างๆ
ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้ใช้ภาพที่เคลื่อนไหวเป็นลำดับ ผู้ชมการนำเสนออาจจะเกิดการไม่เข้าใจขึ้นได้
ดังนั้นเราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับหลักการใช้ภาพเคลื่อนไหว ข้อที่ 1 ในการใช้ภาพเคลื่อนไหว เราไม่จำเป็นจะต้อง ใส่ข้อมูลทั้งหมดลงไปในภาพเคลื่อนไหว เราใส่เฉพาะเนื้อหาที่สำคัญ อย่างเช่น อธิบายปรากฏการณ์ หรือการขยับบางอย่าง ประกอบการนำเสนอเท่านั้น ในสื่อการนำเสนอ
แต่ละอย่าง เราไม่ควรใส่ภาพเคลื่อนไหวทั้งหมด ควรจะเน้นเฉพาะเนื้อหาที่จำเป็นเท่านั้นเพื่อที่จะทำให้สื่ออันนั้นไม่ลายตา แล้วก็ไม่เกิดการเคลื่อนไหวจนน่ารำคาญมากเกินไป ข้อที่ 2 ภาพเคลื่อนไหว จริงๆแล้วมีอิทธิพล ในการเร้าความสนใจของผู้ชมมากกว่าภาพนิ่งมาก ในกรณีที่
ถ้าสื่อนำเสนอของเราเนื้อหาหลักไม่ใช่ภาพเคลื่อนไหว เราไม่ควรใส่ลงไปประกอบในภาพนั้น อย่างเช่น ใส่ไปเป็นกราฟิกตก
แต่งในสไลด์ หรือว่าใส่ไปเป็นโลโก้ของสถาบันที่สามารถขยับได้
เนื่องจากว่าของเหล่านี้จะไปแย่งจุดสนใจของเนื้อหาหลักของเรา ที่ใส่อยู่ในสื่อการนำเสนอครั้งนั้น ในข้อที่ 3 เวลาเราจะใช้ภาพเคลื่อนไหวในสื่อการนำเสนอ เราจะต้องตรวจสอบทุกครั้งว่าเครื่องปลายทางสามารถเปิดภาพ แล้วมันเคลื่อนไหวได้จริงไหมเพราะว่าบางครั้งเราไปเปิดในเครื่องเรา ภาพมันยังขยับอยู่
แต่ว่าไปเปิดที่เครื่องปลายทางปุ๊บ ปรากฏว่าภาพมันไม่ขยับ ในเมื่อภาพมันไม่ขยับเท่ากับว่า สื่อภาพที่จะใช้ในสื่อนี้มันเกิดการเสียไป โดยเฉพาะไฟล์อย่างเช่น ไฟล์ตระกูล Flash Player ทั้งหลาย swf. ต้องตรวจสอบก่อนว่า เครื่องปลายทางสามารถเปิดได้ไหม ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องใช้ภาพเคลื่อนไหวอาจจะใช้ภาพเคลื่อนไหวในลักษณะ ของนามสกุลภาพที่เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วและสามารถเปิดได้ ทุกเครื่องอย่างเช่น Gif File เป็นต้น
ข้อที่ 4 ในการใช้ภาพเคลื่อนไหว เราจะต้องคำนึงถึงอายุของผู้ฟัง หรือว่าผู้รับชมสื่อการนำเสนอเช่นเดียวกัน
ถ้าเกิดว่าผู้รับชมเป็นเด็ก เราอาจจะใช้ภาพเคลื่อนไหว หรือภาพไตเติ้ลที่มีลักษณะของความเร้าใจ และก็มีลูกเล่นต่างๆเข้ามาใช้ ใส่สีสันได้และก็มีเยอะได้ไม่แปลก
แต่ในกรณีที่ผู้รับชมเป็นเด็กโตหรือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว การใช้ภาพเคลื่อนไหวเยอะๆ จะทำให้เค้ารู้สึกว่ามันน่ารำคาญ
ดังนั้น
ถ้าเกิดว่าเราใช้ภาพเคลื่อนไหว ในกลุ่มของผู้รับฟังหรือว่าผู้รับชมที่เป็นคนโต เราควรจะใช้
แต่พอดีและก็มีความเรียบง่ายดูเหมาะสม

แต่…

ถ้าในกรณีของผู้รับฟังเป็นเด็ก เราก็ควรจะใช้สื่อที่มีสีสันสวยงาม เคลื่อนไหวในทุกช็อตแล้วก็มีความเร้าใจ และข้อสุดท้ายในกรณีที่หาภาพเคลื่อนไหวไม่ได้หรือว่าเราต้องการ จะสร้างภาพเคลื่อนไหวจากภาพนิ่ง เราสามารถทำได้โดย ใช้เทคนิคการแพนหรือซูม
เนื่องจากว่าเวลาเรานำเสนอไป
ถ้าเกิดว่าเราขยายภาพเข้าหรือขยายภาพออก มันจะทำให้เกิดภาพ เกิดการเคลื่อนไหวขึ้น
ถึงแม้ว่าจะเป็นภาพนิ่งก็ตาม หรือ
ถ้าเกิดเป็นภาพที่จะต้องการเปลี่ยนจุดการสนใจ
แต่ว่าไม่มีภาพเคลื่อนไหวที่จะมาเปลี่ยนเราสามารถใช้ภาพเดียว
แต่ว่าเป็นภาพใหญ่แล้วก็ค่อยๆซูมไปยังจุดสนใจต่างๆได้ ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นเทคนิคในการใช้ภาพเคลื่อนไหว หลังจากนี้เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับรูปแบบของเนื้อหา และก็สื่อการนำเสนอต่างๆว่าจริงๆแล้วที่เราใช้ อยู่ในปัจจุบันเรามีรูปแบบเนื้อหาและสื่อการนำเสนออะไรบ้าง